Uncategorized

โคลอสเซียมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งจักรวรรดิโรมัน

โคลอสเซียม ณ กรุงโรง ประเทศอิตาลี นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทั้งด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่สร้างจากหินทรายที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สามารถบรรจุผู้เข้าชมได้ถึง 8 หมื่น และยังมีทางเข้าบางตามระดับชั้นมากมายถึง 76 แห่ง ข้างใต้ของโคลอสเซียมเต็มไปด้วยห้องมากมายหลายร้อยห้อง ทั้งห้องขังทาส นักโทษ รวมถึงสัตว์ดุร้ายต่างๆ

โคลอสเซียมแห่งนี้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์มากมาย ทั้งโรงละคน สนามจำลองรูปแบบการรบทางน้ำ ลานประหารชีวิต ตลอดจนไว้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ เป็นสังเวียนแห่งการต่อสู้ของเหล่านักรบทั้งหลาย กิจกรรมสุดฮิตชนิดนี้จัดกันอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงกว่า 500 ปี สันนิษฐานว่า โคลอสเซียมแห่งนี้พังทลายจากแผ่นดินไหว จากนั้นถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ สิ่งก่อสร้างแห่งนี้จึงก้าวข้ามผ่าปนระวัติศาสตร์จนมีอายุยืนยาวนานได้ถึงเกือบ 2,000 ปี

 

หลุมฝังศพแห่งอเล็กซานเดรีย

      ประเทศอิยิปต์ยังมีอีหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางคือ สุสานแห่งเอล็กซานเดรีย ประมาณการว่าน่าจะสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในศตวรรษที่ 2 โดยเริ่มแรกเป็นสุสานของครอบครัวมหาเศรษฐีเท่านั้น แต่มีการขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดใหญ่มาก และมีการใช้งานยาวนานถึงกว่า 200 ปี สุสานแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือ เพราะได้รวบรวมเอาอารยธรรมทั้งแบบอิยิปต์ กรีก และโรมัน เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ การผสมผสานศีลปะแบบกรีกภายใต้การปกครองของพระเจ้าอเล็กซานดอร์มหาราช ละการเข้ายึดเมืองของชาวโรมันในยุคหลัง ก่อให้เกิดการผสมผสานศิลปะในรูปแบบใหม่ เช่น รูปปั้นแบดรมันแต่ใส่ชุดเกราะทหารอิยิปต์ หรือเมดูซ่าซึ่งเป็นปีศาจของชาวโรมันเป็นต้น เชื่อหรือไม่ว่า สุสานที่ได้ถูกปิดตายมาเป็นระยะเวลา 1,900 ปี ถูกค้นพบโดยลาตัวหนึ่ง ซึ่งเดินตกลงไปในชองรอยแตกของสุสาร เมื่อเจ้าของออกมาตามหาได้ยินเสียงร้องของเจ้าลาซุ่มซ่าม จึงเป็นเหตุให้โลกได้ค้นพบสถานที่สุดมหัศจรรย์แห่งนี้

เทวรูปโคโลสซูส ที่เกาะโรดส์

 

     อนุสาวรีย์โคโลสซูส สร้างขึ้นเมือ 2,300 ปีก่อน ณ ประเทศกรีก เพื่อเป้นอนุสรณ์ แห่งอิสภาพของชาวโรเดียที่สามารถปลอดแอกจากไซปรัสได้ อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นเทวรูปของเทพเจ้าอพอลโลหล่อสำริดในท่ายืน มีขนาดสูงถึง 98.4 ฟุต ตั้งอยู่บนฐานหินอ่อนสีขาวสูง 50 ฟุต ใช้เวลาก่อสร้างรวม 12 ปี ถืแอเป็นต้นแบบของฐานหนอ่อนเทพีเสรีภาพที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อนุสาวรีย์ถือเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่มีอายุสั้นที่สุด โดยมีอายุเพียงแค่ 56 ปีก็ถูทำลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ขาวโรเดียนไม่ยอมบูรณะด้วยเชื่อว่า เทพอพอลโลไม่พอใจ จึงบันดาลให้เดแผ่นดินไหวขึ้น สุดท้ายเศษโลหะก็ถูกซื้อเพื่อหล่อเป็นอาวุธสงคราม ปัจจุบัน ยังไม่มีการต้นพบหลักฐานทางวัตถุถึงที่ตั้ง หรือรูปลักษณะที่แท้จริงของอนุสาวรีย์แห่งนี้ โดยนักโบราณคดีได้เพียงแค่ระบุว่า จมอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลของเกาะโรดส์เท่านั้น

 

เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง

        ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้จัดลำดับเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ แต่นักโบราณคดีคาดกว่าการจัดเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 หรือต้นศตวรรษที่ 20 นี่เอง แม้แต่ละบันทึกจะมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วสถานที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับการยอมรับก็ค่อนข้างตรงกัน อย่างไรก็ดี สิ่งมหัศจรรย์ในยุคนี้ ไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นในยุคกลางเท่านั้น เพราดูจากสถานที่ของสิ่งก่อสร้างดังกล่าว บางสถานที่มีอายุนับย้อนไปได้หลายพันปี ดังนั้นในรายชื่อนี้ จึงน่าจะเป็นการรวบรวมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีและยังคงอยู่ทั่วมุมโลกมากกว่า

วิหารอาร์เทมีสที่เอฟิซุส

วิหารอาร์เทมีสที่เอฟิซุส

มหาวิหารของเทพีอาร์เทมีสที่เอฟิซุส สร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อบูชาเทพธิดาแห่งความอุดมสมบูรณ์ตามความเชื่อของชาวเมือง งดงามจนได้รับการยกย่องว่าโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับสิ่งมหัศจรรย์อื่นๆในยุคเดียวกัน โดยเป็นวิหารแรกที่สร้างจากหินอ่อนทั้งหลัง วิหารนี้ถูกทำลายถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกจากอุทกภัย แต่ได้รับการบูรณะให้ใหญ่กว่าเดิมถึง 4 เท่า ครั้งที่สอง เฮโรสตราตุสสุมไฟเผาวิหาร ในขณะนี้เทพีอาร์เทมีสไปอำนวยพรให้แก่การเกิดของกษัตริย์องค์สำคัญของกรีก “อเล็กซานเดอร์เดอะเกรท” ทำให้ไม่สามารถปกป้องวิหารได้ แต่มหาวิหารนี้ก็ได้รับการบูรณะให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมด้วยพื้นที่เกือบ 1 แสนตารางฟุต เสาหิน 124 ตัน กินระยะเวลาในการก่อสร้างนานถึง 120 ปี ท้ายที่สุด ใน ค.ศ. 262 มหาวิหารได้ถูกทำลายเป็นครั้งสุดท้ายจากภัยสงคราม เมื่อถูกใช้เป็นศูนย์กลางบัญชาการศึก จนกระทั่งทรุดโทรมลบเลือนไปตามกาลเวลา

 

 สุสารแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส

สุสานของมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรฮาลิคาร์นัสเซิส ตั้งอยู่ที่ประเทศตุรกี เมื่อกษัตริย์โมโรซุสสิ้นพระชนม์ ราชินีต้องการสร้างสุสานหินอ่อนขนาดใหญ่เพื่อเป็นอรุสรณ์สถานถึงพระสวามี จึงได้เกณฑ์ช่างฝีมือจากหลากหลายประเทศ รวมถึงช่างผู้ออกแบบมหาวิหารย์อาเทมีสด้วย แต่พระนางสิ้นพระชนม์ชีพก่อนที่สุสานจะสร้างเสร็จ จึงได้ฝังพระศพของพระนางลงไปด้วยกันพร้อมกับพระสวามี สุสานนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สามารถมองลงมาเห็นอาณาจักรได้ทั้งเมือง น่ามหัศจรรย์เป็นอย่างมากที่มันสามารถรอดจากการถูกโจมตีเป็นเมืองขึ้นหลายครั้ง แม้ภายหลังอาณาจักรจะถูกทำลาย แต่สุสานแห่งนี้ก็ยังยืนหยัดอยู่ท่ามกลางซากอารยธรรมกว่า 17 ศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ทุกอยางก็สิ้นสุดเมื่อทหารครูเสดเข้ามาตั้งเมืองในอาณาเขตใกล้เคียง และได้ขนย้ายหินอ่อน รวมถึงรูปสลักสุสานนี้ไปสร้างพระราชวังใหม่ โดยปัจจุบันนี้ รูปสลักบางส่วนสามารถหาดูได้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของประเทศอังกฤษ

ประภาคารฟาโรส แห่งอเล็กซานเดรีย

    

ประภาคารฟาโรส แห่งอเล็กซานเดรีย

ประภาคาร “ฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย” ซึ่งทำหน้าที่ส่องไฟในเวลากลางคืน เพื่อส่งสัญญาณให้กับกัปตันเดินเรือในทะเลนั้น เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อ 2,300 ปีที่แล้ว โดยสถาปนิกชาวกรีก        โซสเครโตส นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากความงดงามที่ร่ำลือไปไกล ตามบันทึกของนักเดินทางชาวอาหรับกล่าวไว้ว่า ตัวประภาคารสร้างขึ้นจาก หินสีอ่อนขนาดยักษ์ 3 ชั้น โดยชั้นแรกเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยม ชั้นที่สองเป็นทรงแปดเหลี่ยม ชั้นบนสุดเป็นห้องทรงกลม ประดับด้วยรูปปั้นของเทพโพไซดอน ยืนตะหง่าบนยอดของหอคอย นับเป็นหนึ่งในสามสิ่งก่อสร้างที่มีอายุยาวนาน โดยมีอายุถึง 1,600 ปี ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยแผ่นดินไหวใน ค.ศ. 1323 นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบซากประภาคารใน ค.ศ. 1994 และจากภาพถ่ายทางดาวเทียมได้แสดงให้เห็นถึงซาดชิ้นส่วนที่เหลือซึ่งได้จมลงใต้น้ำ จึงทำให้อ่าวอเล็กซานเดรียได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกอีกด้วย

 

เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย

อนุสาวรีย์เทพเจ้าซูส ราชาแห่งเทพเจ้าทั้งปวง สร้างขึ้นเมื่อ 435 ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ 2500 ปีที่แล้ว โดยปฏิมากรชาวกรีกชื่อดังอย่าง ฟิดีอัส เทวรูปของเทพเจ้าซูสสร้างขึ้นจากโครงไม้และงาช้างขนาดใหญ่ ภายนอกเคลือบด้วยทองคำ มีความสูงโดยรวมประมาณ 40 ฟุต ศีรษะจรดเพดาน นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำ ที่ประดับไปด้วยเพชรนิลจินดามากมาย บนศีรษะประดับด้วยมงกุฎช่อมะกอกสีทอง พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับรูปปั้นจำลองของไนกี้ เทพเจ้าแห่งชัยชนะ เทวรูปซูสองค์นี้เป็นที่ร่ำลือในเรื่องความยิ่งใหญ่ ความศักดิ์สิทธิ์ และความงาม จนจักรพรรดิคาลิกัวร่าแห่งโรมันกระหายจะทำลายและสร้างรูปสลักของตัวเองขึ้นแทน แต่สุดท้ายใน ค.ศ. 450 อนุสาวรีย์ซูสแห่งโอลิมเปียได้ถูกย้ายไปประดิษฐานยังราชวังในกรุงคอม
สแตนติโนเปิล และถูกทำลายลงในอีก 12 ปีต่อมาด้วยไฟไหม้ใหญ่ เหลือเพยงเรื่องเล่าขานถึงความอลังการสืบมาจนถึงทุกวันนี้

7 สิ่งมหัศจรรย์ มันทะลุโลก

7 สิ่งมหัศจรรย์ มันทะลุโลก

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก คือ ความมหัศจรรย์ต่างๆ บนโลกใบนี้ ทั้งจากมือมนุษยืหรือความงดงามซึ่งธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นโดยที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างเลียนแบบขึ้นมาได้ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแบ่งออกเป้นหลายสาขาด้วยกัน เช่น ภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม วิทยาศาสตร์จิตรกรรม หรือ ชีววิทยา แต่เมื่อพูดถึง 7 สิ่งมหัศจรรย์ เรามักจะนึกถึง สิ่งมหัศจรรย์ของโลกทางสถาปัยกรรมที่สร้างสรรค์โดยมนุษย์ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือโลกยุคโบราณ โลกยุคกลางและโลกยุคใหม่นั่นเอง นอกจากนี้สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาตินั้น รวมไปถึงสิ่งมหัศจรรย์ทางทะเลอีกด้วย

มหาพีระมิดแห่งกีซ่า

            มหาพีระมิดแห่งกีซ่า ตั้งอยู่ที่เมืองกีซ่า ประเทศอียิปต์ นับเป็น สถาปัตยกรรมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด ประมาณการว่าถูกสร้างขึ้นเมื่อกว่า 4600 ปีมาแล้ว และ เป็นสถานที่แห่งเดียวที่คงสภาพเกือบสมบูรณ์ มหาพีระมิดแห่งนี้ประกอบด้วยพีระมิด 3 องค์ คือพีระมิดคีออปส์ คีเฟรน และไมเซอริมุส โดยพีระมิดองค์ที่ใหญ่ที่สุดคือ องค์ที่ฝั่งพระศพของฟาโรห์คีออปส์ซึ่งมีความสูงถึง 146.5 เมตร ทำใหครองตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกมาเป็นระยะเวลากว่า 3800 ปี มหาพีระมิดแห่งกีซ่าได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะกินพื้นที่ถึง 5 พันตรม ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 20 ปี ด้วยแรงงานทาสกว่าแสนคน นอกจากนี้หินทรายจำนวนกว่า 2.3 ล้านก้อนที่นำมาใช้นั้นยังมีขนาดมหึมาและมีน้ำหนักถึงก้อนละ 2.5 ตัน ทำให้เป็นที่น่าพิศวงว่า ชาวอียิปต์ในสมัยโบราณนั้นสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างนี้ได้อย่างไร

สวนลอยแห่งบาบิโลน

                สวนลอยแห่งบาบิโลน สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 600 ปีก่อน คริสตกาล ตั้งอยู่กลางทะเลทรายของเมืองแบกแดด ประเทศอิรักในปัจจุบัน สวนแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 4 เอเคอร์ สูงถึง 100 เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงหนา 7 เมตร ตามตำนานกล่าวว่ากษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 แห่งกรุงบาบิโลเนีย ทรงสร้างขึ้นเพื่อให้พระมเหสีเซมีรามีสคลายความทุกข์โศกจากการคิดถึงบ้านเกิดแถบเปอร์เซีย ความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ทำให้ได้รับชื่อว่าเป็นสุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก สวนแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ขนาดแต่งดงามด้วยสิ่งก่อสร้างซึ่งก่อเป็นเนินไล่ระดับขึ้นไป บนระเบียงที่ลดหลั่นกันเป็นชั้นนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งยังประดับประดาผนังรอบด้านด้วยกระจกสีต่างๆ อย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังเป็นที่เลื่องลือในการสร้างระบบชลประทานทดน้ำมาจากแม่น้ำยูเฟรสตีส เพื่อสร้างสีสันและหล่อเลี้ยงต้นไม้ให้กับสวนแห่งนี้ด้วย